Movie Review: The Perks of Being a Wallflower เมื่อดอกไม้ในซอกกำแพงเริ่มผลิบาน (Spoil)

เพิ่งไปดูภาพยนตร์เรื่อง The Perks of Being A Wallflower มาเมื่อคืนค่ะ เพราะเห็นกระแสตอบรับค่อนข้างดีเลยลองหาหนังสือมาอ่าน ก่อนจะตัดสินใจไปดูในโรงตามลำดับ สำหรับเรื่องนี้ ก็ถือว่า เป็นภาพยนตร์แนว coming of age ที่กลมกล่อมทีเดียวค่ะ

เรื่องเล่าจากมุมมองของชาร์ลี (โลแกน เลอร์แมน) เด็กชายวัยรุ่นขี้อาย ขี้กลัว หน่อมแน้ม ทักษะการเข้าสังคมต่ำเรี่ยติดดิน เก็บกด ชอบคิดถึงคนอื่นมากเกินไป แต่กลับลืมตัวเอง

ชีวิตไฮสคูลที่มีแนวโน้มย่ำแย่เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อชาร์ลีพบกับแพทริก (เอซร่า มิลเลอร์) รุ่นพี่ “ไม่เอาไหน” ที่มากกว่าแค่ไม่เอาไหน ถึงจะถูกคนทั้งโรงเรียนเรียกว่าไอ้กาก และการพยายามผูกมิตรกับแพทริกก็ทำให้ชาร์ลีได้รู้จักกับแซม (เอ็มม่า วัตสัน) รุ่นพี่สาวสวยที่เข้ามาทำให้ชาร์ลีรู้สึกไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

จะเป็นเพราะความเห็นใจที่เขาไม่มีเพื่อนหรืออะไรก็ตามแต่ แซมทำให้เขาเริ่มมีกลุ่มเพื่อน ไปปาร์ตี้ ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นนอกจากคนในครอบครัว

ในฐานะคนที่มองผ่านชาร์ลี มันทำให้เราตระหนักว่า “ทุกคนมีปัญหา”

ตอนแรกชาร์ลีจะยึดติดกับปัญหาของตัวเอง แต่พอสักพักเริ่มรู้จักคนอื่น นิสัยคิดถึงคนอื่นของเขา ก็ทำให้ชาร์ลีเริ่มเผลอใคร่ครวญตามปัญหาของคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ

เนื้อเรื่องค่อยๆ เล่าผ่านชาร์ลีเป็นหลัก จนเกิดความผูกพันของตัวละคร เปิดแง้มปมปัญหาของหนุ่มสาวแต่ละคน ชักชวนให้คิดตามในแบบที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป…

(ต่อจากนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน)

Handbill of The Perks of Being A Wallflower
-เรื่องของวัยรุ่นกับความรัก-

ชาร์ลีมองสถานการณ์ย่ำแย่ของแคนดิซผู้เป็นพี่สาวกับเดเร็กด้วยความไม่เข้าใจ คิดเรื่องที่พี่สาวพูดถึงแซม เรื่องของแซมกับเครก รวมถึงฟังเพื่อนๆ พูดถึงเครกในทางลบ แล้วก็ตั้งคำถามว่า “ทำไมคนรอบๆ ตัวเขาถึงรักคนที่ไม่เห็นค่าของตัวเอง?”

เขาเก็บไปถามอาจารย์ที่เคารพ มิสเตอร์แอนเดอร์สันให้คำตอบว่า “We accept the love we think we deserve.”

การพยายามเข้าหาแซมให้มากขึ้นของชาร์ลีแสดงให้เห็นว่าเขามีพัฒนาการ แต่การติดเงื่อนไขเรื่องความสัมพันธ์ของแซมกับเครก ทำให้เขาเริ่มถอยตัวเองออกห่างอีกครั้ง จนลืมไปว่าเขาเองก็เคยตั้งคำถามแบบนี้เหมือนกัน กระทั่งถูกแซมยิงคำถามใส่

-เรื่องของสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรี-

มุมมองส่วนตัวของเรา รู้สึกว่าแคนดิซไม่ยอมเลิกกับเดเร็กทั้งๆ ที่มีปัญหาร่อแร่ก็เพราะศักดิ์ศรีค้ำหัว ประมาณว่าตัวเองดีกว่าตั้งแยะ เอาอยู่อยู่แล้วน่า อะไรทำนองนั้น

แต่ตัวละครที่แสดงเรื่องนี้ให้เห็นชัดเจนที่สุดเลยคือแบรด

แบรดกับแพทริกมีความสัมพันธ์เกินเพื่อนกันอย่างลับๆ แบรดไม่อยากให้ใครรู้เพราะพ่อก็ส่วนนึง แต่หลังจากที่พ่อรู้ความลับเรื่องทั้งสองคน แบรดก็ทำเมินแพทริก แม้กระทั่งตอนที่แพทริกถูกคนซึ่งเป็นเพื่อนของแบรดเองรังแก จนกลายเป็นชนวนแตกหักของทั้งสองคน

ส่วนตัวมองว่าแบรดเองก็เสียใจกับเรื่องนี้ สังเกตจากตอนที่ออกมาจากห้องพักอาจารย์ แบรดบอกขอบคุณชาร์ลีที่มาช่วยแพทริก แต่เป็นเพราะศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ความต้องการเป็นผู้อยู่เหนือกว่า จึงนำมาซึ่งการแตกหักในที่สุด เมื่อแพทริกเริ่มรู้สึกว่า ทำไมเขาต้องรักคนที่ไม่เห็นค่าของเขา

-เรื่องของวัยรุ่นกับผู้ใหญ่-

ส่วนนึงที่เราชอบเรื่องนี้มากคือการให้คำตอบเกี่ยวกับปัญหา

เนื้อความตอนหนึ่งบอกว่า “ปัญหาของแต่ละคน มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะเอาคนอื่นมาอ้างว่าปัญหาของคนโน้นคนนี้หนักกว่าตั้งแยะ อะไรแบบนั้น มันไม่ได้ทำให้ความจริงเปลี่ยนไปหรอก ความจริงที่ว่าคนๆ นั้นมีปัญหา”

ผู้ใหญ่มักจะมองว่าปัญหาของวัยรุ่นเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วก็เลยผ่านไป กว่าจะรู้ว่าเรื่องเล็กน้อยมันสร้างปัญหาได้มากแค่ไหน ปัญหาก็ลุกลามไปไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด

-เรื่องของความสุขกับความต้องการ-

ชาร์ลีมักจะมองถึงความสุขของคนอื่น

มันเป็นส่วนนึงที่นำมาซึ่งความขัดแย้ง เมื่อชาร์ลีมักจะโทษว่าปัญหาของคนอื่นเกิดจากตัวเอง รวมถึงปมสำคัญของป้า การตายของป้าทำให้ชาร์ลีเลือกเก็บไว้เฉพาะความทรงจำในแง่ดี ส่วนเรื่องราวแง่ลบของป้ากลับหายไปจากความทรงจำ จนกลายเป็นภาพหลอนที่คอยตามติดเขา

ชาร์ลีเลือกที่จะโทษตัวเองเพื่อปกป้องป้า ซึ่งเป็นไอดอลของเขาในวัยเด็ก

เหมือนกับที่ชาร์ลีเลือกที่จะถอยห่างจากแซม เพื่อให้แซมมีความสุขกับเครก แทนที่จะชิงแซมมาเป็นของตัวเองก็เพราะ “ความสุขของคนอื่น” แต่บางครั้งความสุขที่เราเลือกให้ อาจไม่ใช่ความสุขของเขาเสมอไป

ถ้าจะมองความต้องการของตัวเอง ความสุขของตัวเองบ้างจะเป็นไรไป เมื่อบางครั้งมันอาจจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้

-เรื่องของวัยรุ่นกับการเติบโต-

ชาร์ลี แซม และแพทริก สามตัวหลักของเรื่องล้วนแต่เป็นเด็กมีปัญหา

แต่กาลเวลา เพื่อนๆ และมุมมองทางความคิดที่เริ่มเติบโตก็เข้ามาช่วยคลายปัญหาออกทีละน้อย แม้จะไม่หมดซะทีเดียวแต่ก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ตัวเอกอย่างชาร์ลี จากที่อยู่ในซอกหลืบของกำแพง ท้ายที่สุดก็ปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึก “feel so small” หรือความรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่าอะไรได้สำเร็จ

เชื่อว่าทุกคนย่อมมีเวลาแบบนั้น เวลาที่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่คนคนหนึ่ง เป็นคนธรรมดา ไม่เอาไหน ไม่มีค่าอะไร แต่ตราบใดที่ชีวิตยังไม่สิ้นสุดลง คนเราก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้

…Because we are infinite

ปล. ตัวละครที่ส่วนตัวแล้วชอบมากอีกคนนึงคือมิสเตอร์แอนเดอร์สัน คนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ แต่เราว่าเค้ามีส่วนช่วยผลักดันพัฒนาการของชาร์ลีมากๆ และเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ใส่ใจรายละเอียดมากค่ะ โดยเฉพาะ Heroes ของ David Bowie ที่เหมาะกับเรื่องมากจริงๆ

IMDB: http://www.imdb.com/title/tt1659337/

Related Posts