Concert Review: Coldplay “A Head Full of Dreams Tour” Live in Bangkok 2017

กว่าเวลา 14 ปีที่แฟน Coldplay ชาวไทยเฝ้ารอ หลังจากได้แค่ดูคลิป Live บน Youtube กันมานาน ในที่สุดฝันก็เป็นจริงเมื่อมีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ว่า Coldplay “A Head Full of Dreams” Live in Bangkok จะมีขึ้นในวันที่ 7 เมษายน 2017

Coldplay วงดนตรีจากเกาะอังกฤษที่ฟอร์มขึ้นในช่วง late 90’s ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน Chris Martin นักร้องนำ, Jonny Buckland มือกีตาร์, Guy Berryman มือเบส และ Will Champion มือกลอง และบางครั้งอาจจะนับ Phil Harvey อดีตผู้จัดการซึ่งอยู่กับวงมาตั้งแต่เริ่มต้น Creative Director ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จมากมาย ให้เป็นสมาชิกคนที่ 5 ของวงด้วยอีกคน

ส่วนตัวเป็นแฟน Coldplay ตั้งแต่ 8-9 ขวบแล้ว เรียกว่ากว่า 15 ปีที่รู้จักเพลง Yellow ครั้งแรกในร้านหนังสือ B2S และ In My Place ยังเป็นเพลงแห่งความหลังเพลงนึง เนื่องจากสมัยนั้นบ้านยังไม่มีเครื่องเล่น CD ตอนที่อยากลองแกะเพลงครั้งแรกเลยต้องวนเวียนฟังอยู่ใน B2S จนพนักงานจำหน้าได้

เวลาผ่านมาหลายปีจากเด็กตัวเล็กๆ เติบโตจนเงินสั่งอัลบั้มพร้อมสติ๊กเกอร์มาจากอเมริกา มีเงินซื้อบัตรคอนเสิร์ต ผู้คนมากมายนิยมซื้อเพลงบน iTunes และ Hardcopy อย่าง Vinyl หรือ CD ก็ดูจะกลายเป็นของสะสมเฉพาะกลุ่มไปแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนได้ยินว่า Coldplay จะมาแสดงในไทยจริงๆ จะดีใจแค่ไหน

ไม่ต้องใช้เวลาก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะไป

และหลังจากตื่นมานั่งเฝ้าหน้าจอตั้งแต่เก้าโมงครึ่งในวันเปิดขายออนไลน์ หลังจากเฝ้ารออยู่หลายวันกว่าบัตรแข็งจะเริ่มแจกจ่ายให้ผู้ซื้อทางเว็บไซต์

ในที่สุดเราก็ได้บัตรมาอยู่ในมือ

Untitled-1

ในวันจริงนั้น ตามกำหนดการแจ้งว่า ประตูจะเปิดให้เข้าตอน 17:00 น. แต่ก็มีคนมากมายไปนั่งรอต่อคิวกันตั้งแต่เช้า เราไปถึงประมาณบ่ายสามโมง แต่ก็พบว่าคิวยาวเหยียดซะแล้ว มีคนจากประเทศแถบอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียมากันจำนวนมาก ซึ่งไม่น่าแปลกใจนัก เพราะคราวนี้ Coldplay ไม่ได้แวะไปเยือนจาร์กาตาและกัวลาลัมเปอร์ แฟนๆ เลยพากันแห่มาชมในไทย นอกจากนี้ยังมีคนจากประเทศอื่นๆ หลายประเทศทีเดียว

เวลา 20:00 น.ตรง Supporting Act ซึ่งเป็นนักร้องสาวจากออสเตรเลีย Jesse Kent ก็ขึ้นแสดงตรงเวลา พอให้คนดูจากที่นั่งรอเบื่อๆ เริ่มคึกคักกันขึ้นมาบ้าง

Untitled-2

และในที่สุด 21:00 น. ตรง เสียงเพลง O Mio Babbino Caro ก็ดังขึ้น แฟนๆ ที่ดู Setlist ของประเทศอื่นมาล่วงหน้าต่างก็ทราบกันดีว่า Coldplay ใช้เพลงนี้ในการเปิดคอนเสิร์ต A Head Full of Dreams

เมื่อเพลงจบ VTR ก็ขึ้นบนจอ ตามด้วย Intro ซึ่งเป็น Speech ของ Charlie Chaplin และเมื่อแฟนๆ ช่วยกันนับถอยหลังจากสิบถึงหนึ่ง

แล้ว A Head Full of Dreams ก็ดังขึ้น พร้อมๆ กับพลุที่ลอยสู่ท้องฟ้า เดิมทีตอนฟังเพลงนี้จาก CD ครั้งแรกเรารู้สึกเฉยๆ ค่ะ จนกระทั่งช่วงที่ทางวงประกาศแล้วจะมาไทย เราก็เปิดฟังบ่อยขึ้นจนเริ่มรู้สึกว่าเออ มันดีเหมือนกันนะ คราวนี้พอได้ฟังใน Live ของจริงแล้วรู้สึกว่ามันเจ๋งกว่าในแผ่นหลายเท่าเลยค่ะ

จากนั้นก็ตามด้วย Yellow เพลงดังของวงที่ทุกคนรอคอย

Look at the stars
Look how they shine for you
And everything you do
Yeah, they were all yellow

เสียงตะโกนร้องตามดังก้องไปทั่วบริเวณ พร้อมกันนั้นแสงสีก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เช่นเดียวกับ Xyloband ที่ข้อมือของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองตามชื่อเพลง

หลังจากนั้นดนตรีก็คึกคักขึ้นใน Every Teardrop is a Waterfall ที่ทำให้ทุกคนกระโดดตาม ก่อนจะผ่อนลงด้วยทำนองหม่นๆ ของเพลงฮิตจากอัลบั้ม A Rush of Blood To the Head อย่าง The Scientist โดยมีเสียงแฟนๆ ร้องตามกันดังลั่น

Come up to meet you
Tell you I’m sorry
You don’t know how lovely you are

ทว่าเพลงต่อมาอย่าง Birds นั้น ดูเหมือนเสียงจะเงียบไปเล็กน้อยเนื่องจากเป็นเพลงในอัลบั้มใหม่ เข้าใจว่าหลายๆ คนอาจจะฝึกมาไม่ทัน จำเนื้อร้องไม่ได้ หรือร้องตามไม่ทัน แต่บริเวณที่เรายืนอยู่ก็ยังมีคนที่ร้องได้ช่วยกันร้องตามประปรายไม่ขาดสายเลย โดยเฉพาะช่วงท่อนสุดท้ายที่เสียงดังมากค่ะ

When you fly won’t you
Won’t you take me too?
In this world so cruel
I think you’re so cool

แต่ทางวงก็ปลุกความคึกคักขึ้นมาอีกด้วยเพลงดังจากอัลบั้ม Mylo Xyloto อย่าง Paradise ที่แฟนๆ ช่วยกันร้องตามอย่างคึกคักตั้งแต่ท่อนผิวปากเลยทีเดียว ระหว่างนั้น Xyloband ก็กระพริบเป็นสีต่างๆ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ปิดท้ายด้วย Paradise version remix ก่อนที่จะโยกย้ายไปเล่นบน B-Stage

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงพัก กับดนตรีฟุ้งๆ กับเสียงนุ่มๆ ของพี่คริสในเพลง Always in My Head และเพลงชวนโยกเบาๆ อย่าง Magic จากอัลบั้ม Ghost Stories ก่อนจะตามด้วยเสียงบรรเลงเปียโน กับเพลงซึ้งๆ อย่าง Everglow ซึ่ง Chris Martin บอกว่าขออุทิศเพลงนี้ให้พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทยค่ะ

Like brothers in blood, sisters who ride
Yeah, we swore on that night we’d be friends ’til we died
But the changing of winds
And the way waters flow
Life as short as the falling of snow
Now I’m gonna miss you, I know

ท่อนนี้ของเพลง Everglow เป็นท่อนที่เราชอบมากตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก แต่ของจริงนั้นซึบลึกเข้าถึงอารมณ์ และมีพลังยิ่งกว่าที่เคยฟังในเครื่องเล่นหรือตาม Youtube หลายเท่า เรียกว่าทำเอาน้ำตาซึมเลยทีเดียว

จากนั้นวงก็กลับมาที่เวทีใหญ่อีกครั้งกับเสียงเปียโนที่นำเข้าสู่เพลง Clocks อีกเพลงที่เชื่อว่าทุกคนรู้จักดี แสงไฟตลอดจน Xyloband เปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งสเตเดี้ยม ขณะเดียวกันบนจอที่จับภาพสมาชิกของวงก็แสดงแบบใช้เอฟเฟกต์เป็นเส้นๆ เหมือนกระแสของเวลา

และหลังจาก Midnight กับเสียงดนตรีลอยๆ ครึ่งเพลง ก็มาถึงอีกเพลงที่หลายๆ คนตั้งหน้าตั้งตาคอย กับ Charlie Brown ในเพลงนี้คริสบอกผ่านไมค์ให้ทุกคนเอาโทรศัพท์ลงแล้วยกมือขึ้น (Phones down, hands up) ถึงกับขอว่าแค่เพลงเดียว น่าเสียดายว่ายังมีคนบางคนไม่ยอมหยุดถ่าย แต่เมื่อเสียงดนตรีดังขึ้นแทบทุกคนก็พร้อมใจกันกระโดด ในเพลงนี้ Xyloband เปลี่ยนเป็นหลากสีกระพริบไปมาตามจังหวะดนตรี เรียกว่าน่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า

We’ll run riot
We’ll glowing in the dark

ตามด้วยเสียงดนตรี แสงสี และ Xyloband เชื่อว่าสำหรับแฟนๆ ที่เฝ้ารอ การที่ได้เป็นส่วนร่วมในคอนเสิร์ต ได้ “Glowing in the Dark” แบบในเนื้อเพลงมันเป็นความรู้สึกที่เกินบรรยายจริงๆ

ความคึกคักยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องใน Hymn For the Weekend ซึ่งดูเหมือนแฟนๆ จะพากันร้องตามตั้งแต่ท่อนอินโทรเลยทีเดียว

จากนั้นก็เข้าสู่เพลงซึ่งนับว่าเป็นสุดยอดอีกเพลงของ Coldplay ที่ทำเอาแฟนๆ หลายคนรวมทั้งเราถึงกับน้ำตาคลอ ทุกคนพากันประสานเสียงร้อง

When you try your best but you don’t succeed
When you get what you want but not what you need

โดยเฉพาะในท่อนฮุคของ Fix You ที่เสียงดังก้องไปทั่วสเตเดี้ยม เช่นเดียวกับแสง Xyloband ที่สว่างไสวไปทั่วสเตเดี้ยมตามเนื้อร้องที่ว่า

Lights will guide you home
And ignite your bones
And I will try to fix you

ในเพลง Hero ซึ่งเป็นเพลง Cover ของศิลปินผู้ล่วงลับ David Bowie นั้น ดูเหมือนเสียงแฟนๆ จะเงียบไปบ้างเล็กน้อย แต่ ณ จุดที่เรายืนอยู่จะมีเสียงตะโกนตามตลอดไม่หยุด โดยเฉพาะท่อนในตำนานอย่าง

– We can be heroes just for one day

และเมื่อ Will ลุกออกจากกลองชุดมาประจำหน้าเวที ก็เหมือนทุกคนจะรู้ทันทีว่าเพลงต่อไปคืออะไรโดยไม่ต้องเหลือบดู Setlist เมื่อจังหวะกลองอันคุ้นเคยดังขึ้น เสียงตะโกน โหว่โวโว้โวโว ก็ตามมา ทุกคนพร้อมในกันกระโดดตามจังหวะในเพลง Viva la Vida ที่ Live Performance ของจริงนั้นมีพลังจนน่าขนลุก

เมื่อจบเพลงเสียงหลีดกีตาร์ของเพลง Adventure of A Lifetime ก็ดังขึ้น ในเพลงนี้มีการปล่อยบอลลูนสีออกมาให้แฟนๆ เล่น ขณะเดียวกันเอฟเฟกต์บนจอใหญ่ก็ฉายเป็นภาพลิงเต้นตามจังหวะเพลง และในระหว่างเพลง Chris ก็บอกให้ทุกคนย่อตัวลง (Everybody goes down) และหลังจากนับ 1 2 3 4 ทุกคนก็กระโดดขึ้นพร้อมกันค่ะ

เปลี่ยนบรรยากาศไปที่ Stage ย่อยอีกรอบวงได้เล่นเพลงแห่งความหลังของใครหลายคนรวมทั้งเรา อย่าง In My Place ในเวอร์ชั่น Acoustic ทุกคนพากันโยกตามตั้งแต่ได้ยินเสียงดนตรี แต๊ง แต๊ง แต่แดแด่แด แต๊ง แต๊ง ในช่วงแรกของเพลงนี้เสียงร้องดูเหมือนจะเบาบางไปบ้าง ก่อนจะดังขึ้นมาในท่อน

Yeah, how long must you wait for it?
Yeah, how long must you pay for it?

ช่วงพักคุยเบาๆ พี่ Chris ได้แนะนำสมาชิกในวงรายคนพร้อมกับบอกขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมากว่าสิบปี หลายอย่างทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าพี่ Chris เป็นคนไนซ์มากจริงๆ พี่คริสบอกว่า Jonny เป็นมือกีตาร์ที่ดีที่สุด แล้วตอนแนะนำ Guy มีการพร่ำพรรณาถึงความเพอร์เฟกต์แมนของพี่กาย พี่กายหน้าตาดีประหนึ่งรูปสลัก กายบอยแบนด์วันไดเรคชั่น ทำเอาเจ้าตัวลูบจมูกเขินๆ ซึ่งเป็นอะไรที่น่ารักมาก!

และในเพลงถัดมา พี่ Chris ก็เปลี่ยนบรรยากาศโดยบอกว่า Jonny กับ Will จะร้องให้พวกเราฟังค่ะ ซึ่งขอบอกเลยว่าเพลง Don’t Panic เวอร์ชั่น Acoustic เป็นอะไรที่ดีงามมากๆ เป็นอีกเพลงที่เราชอบเป็นการส่วนตัว และเป็นหนึ่งในไม่กี่เพลงที่นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวง เป็นเพลงที่อยู่กับวงมาตั้งแต่ EP แรกสุดอย่าง The Blue Room และต้องบอกเลยว่าพี่ Will กับพี่ Jonny เสียงเพราะจนหลายๆ คนถึงกับว้าว!

ระหว่างนี้ดูเหมือนเสียงคนเหมือนเริ่มจะเบาไปบ้างเนื่องจากหลายๆ คนเริ่มคอแหบกันแล้วหลังจากตะโกนมากว่าชั่วโมง แต่ยังได้ยินตะโกนมาเป็นระยะอยู่ว่า

– We live in a beautiful world

ในส่วนของของเวทีย่อย ซึ่งเหมือนจะเป็นช่วงพักอารมณ์เบาๆ นั้น ปิดท้ายด้วย ‘Till Kingdom Come ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงสวดในโบสถ์ และเป็นเพลงจากอัลบั้มที่สาม X&Y โดยทางวงเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นอัลบั้มที่ถือเป็นช่วงยากลำบากของวง ทั้งในระหว่างการทำอัลบั้ม ที่พวกเขาบอกว่าไม่ค่อยราบลื่นนักและผลตอบรับจากนักวิจารณ์สมัยนั้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ไม่ค่อยดี แต่น่าแปลกว่าหลังจากเวลาผ่านไป หลายๆ เพลงจากในอัลบั้มนี้กลายมาเป็นเพลงโปรดของแฟนๆ กันค่ะ ทั้ง What If, Speed of Sound, The Hardest Part รวมถึงเพลงดังอย่าง Fix You

เมื่อกลับมาที่เวทีใหญ่อีกครั้ง พวกเขาก็ปลุกบรรยากาศด้วยเพลงใหม่อย่าง Something Just Like This ที่เสียงร้องดังไม่แพ้เพลงฮิตๆ เพราะมี Lyric Video เปิดขึ้นจอใหญ่ให้พร้อม แม้แฟนๆ คนไหนจะจำเนื้อร้องก็สามารถร้องได้ด้วยประการฉะนี้ (ฮา)

ความคึกคักยังคงดำเนินต่อเนื่องไปถึง A Sky Full of Stars ก่อนจะปิดท้ายคอนเสิร์ตแบบน่าประทับใจด้วยเพลงฮิตจากอัลบั้มล่าสุด A Head Full of Dreams อย่าง Up & Up ที่ทุกคนพร้อมใจกันตะโกนร้องตาม

Fixing up a car to drive in it again
When you’re in pain, when you think you’ve had enough
Don’t ever give up

แม้เพลงโปรดเราจะหายไปหลายรายการ ทั้ง See You Soon, What If, The Hardest Part, Strawberry Swing, Miracles รวมถึง Amazing Day แต่ก็นับเป็นอีกวันหนึ่งในชีวิตที่เราคงไม่มีทางลืม ทั้งเสียงดนตรีขับกล่อมบรรยากาศที่โอบล้อมสเตเดี้ยม เสียงของ Chris ที่ร้องสดตลอดสองชั่วโมงดีไม่มีตก และดึงให้เราซาบซึ้งถึงอารมณ์ในเพลงช้า เสียงร้องจากแฟนๆ ที่ดังก้อง และเอฟเฟกต์แสงสีตระการตา

เรียกว่าเป็นวันที่ฝันเป็นจริงหลังจากรอคอยมากว่า 15 สิบปีก็ว่าได้ เพราะคอนเสิร์ตปี 2003 เราไม่สามารถไปได้เนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องของอายุและการเงิน นี่เลยเป็นครั้งแรกที่เราได้ชมการแสดงของวงที่ตามมาเป็นสิบปีกับตาตัวเอง ซึ่งก็ทำให้เราประทับใจมากจริงๆ หลังจากออกจากสเตเดี้ยมมาความรู้สึกแบบนี้ยังคงวนเวียนอยู่ไม่หาย หลังจากกลับมาถึงบ้านก็ยังคงนั่งเปิดคลิปคอนเสิร์ตจากหลายๆ มุมวนไปวนมา และเชื่อว่าแฟนๆ หลายคนก็คงเป็นเหมือนกัน

ท้ายที่สุดนี้ พี่ Chris ยังบอกว่าชอบประเทศไทยมาก และอาจจะกลับมาที่นี่เร็วๆ นี้ ก็หวังว่าทัวร์คอนเสิร์ตคราวหน้าและครั้งต่อๆ ไป จะมีชื่อ Bangkok อยู่ในจุดหมายปลายทางของ Coldplay เสมอนะคะ

Untitled-3

===================================

หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าเราไปมาทั้ง Muse กับ Coldplay เทียบกันแล้วเป็นยังไงบ้าง เพราะทั้งสองวงถือเป็นสุดยอดวงดนตรีแห่งยุคทั้งคู่ ส่วนตัวว่าค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควรค่ะ

ถ้าให้บรรยาย การแสดงของ Muse คงจะเหมือนคลื่นพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมา ทำให้ตัวเราสั่นสะเทือน มี Impact ที่รุนแรงกว่า ขณะที่การแสดงของ Coldplay จะเหมือนคลื่นที่ค่อยๆ ปกคลุมบรรยากาศรอบๆ ปล่อยกระแสอารมณ์ให้ซึมซาบเข้าไปในตัวเราอย่างเชื่องช้า อ่อนโยน

ตอนที่เราชมคอนเสิร์ต Muse ในไทย นั้นไม่มีเวที 360 องศาแบบ Drone Tour ในประเทศอื่นๆ เพราะฉะนั้นเรื่องเอฟเฟกต์เลยต้องบอกว่า Coldplay ตระการตากว่า

แต่ก็เรียกว่าน่าประทับใจมาก การแสดงมีพลัง และเสียงแน่นดีไม่มีตกทั้งสองวงเลยค่ะ

Related Posts